JOWA GROUP CO.,LTD
บริษัท โจวากรุ๊ป จำกัด
บทความ
บทความ  ออร์แกนิคคืออะไร
1. ส่วนประกอบทุกอย่างมาจากธรรมชาติ
อาหารออร์แกนิคจะไม่ใช้สารสังเคราะห์ใดๆในการปลูกและเพาะเลี้ยงเลยครับ ทั้งผักและเนื้อสัตว์นั้นจะเลี้ยงและโตขึ้นมาด้วยธาตุอาหารจากธรรมชาติล้วนๆ ผักก็จะปลูกบนดินบ้านๆที่ปลอดสารเคมีใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการปลูก ส่วนสัตว์ก็จะเลี้ยงโดยปล่อยอิสระ ไม่มีการขุนหรือให้อาหารสังเคราะห์ใดๆเพื่อให้โตเร็วแบบในอุตสาหกรรมใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างอาหารแบบ Back to Nature ธรรมชาติล้วนๆ 100% ส่วนประกอบทุกอย่างนั้นจึงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีสารพิษมาช่วยก่อมะเร็งครับ
 
2. ไม่ใช้สารเคมีใดๆเลย
อาหารออร์แกนิคนั้น ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ หากมีการใช้สารเคมี ก็ไม่ถือว่าเป็นออร์แกนิคแล้วครับ การไม่ใช้สารเคมีที่ว่าก็หมายถึง ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารกระตุ้นหรือสารเร่งการเจริญเติบโตกับสัตว์ ถ้าบางเจ้ามีการใช้สารเคมีเล็กๆน้อยๆเท่าที่จำเป็น ก็อาจจะเรียกว่าเป็น "95%ออร์แกนิค" หรือกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีป้ายบ่งบอกความเป็นออร์แกนิคไว้ 3 ระดับ คือ 100%Organic(ธรรมชาติ 100%) Organic(ธรรมชาติ 95%ขึ้นไป ใช้สารสังเคราะห์เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น) และ Made with Organic Ingredient (ธรรมชาติ 70%ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านี้ไม่ถือว่าเป็น Organic ครับ) ซึ่งป้ายบ่งบอกเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ตอนนี้พบได้ทั่วไปในอเมริกาและแคนาดาครับ ผู้บริโภคที่โน่นเค้าช่างเลือกซะด้วย อาหารที่เป็น Organic100% จึงขายดี และคนทำฟาร์มรุ่นใหม่ๆก็เริ่มจะหันไป Go Organic กันมากขึ้นเรื่อยๆแล้วครับ
 
3. ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการผลิต
อาหารออร์แกนิคนั้น นอกจากจะมุ่งให้คนกินมีสุขภาพที่ดีแล้ว จุดประสงค์อีกอย่างก็คือการลดมลพิษให้กับธรรมชาติครับ เพราะการใช้สารเคมีเช่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ จะทำให้มีสารพิษตกค้างอยู่ในดิน ในอากาศ และในน้ำ ซึ่งกว่าจะสลายไปได้นั้นก็อาจกินเวลาเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว วิธีการปลูกแบบธรรมชาติแบบนี้จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไปแล้ว นอกจากจะได้อาหารที่ไม่มีสารพิษแล้ว ยังช่วยลดมลพิษได้ด้วย

ตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ที่ควรรู้จัก
         ปัจจุบันคนไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในอาหารกันมากขึ้น  จึงมีคนสนใจหาซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายและอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทำให้มีสินค้าที่กล่าวอ้างว่าเป็นอินทรีย์ในท้องตลาดเพิ่มขึ้นมาก  มีวิธีการง่ายๆ ที่จะรู้ได้ว่าสินค้าอินทรีย์ที่กลาวอ้างเป็นผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์จริงหรือไม่  คือการดูว่ามีตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ที่ฉลากกำกับสินค้าหรือไม่  และเพื่อให้มั่นใจว่าตรารับรองมาตรอินทรีย์บนฉลากสิค้าที่จะซื้อหรือซื้อมาแล้วนั้นเมากน้อยขนาดไหน ผู้บริโภคและผู้ซื้อควรศึกษาทำความรู้จักกับตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ที่พบเห็นได้ในประเทศไทย  และมองหาตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ระดับที่น่าเชื่อถือ หรือที่ตนเองยอมรับได้มาทานหรือใช้งานได้ถูก ตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ที่พบเห็นได้ในประเทศไทยและควรทำความรู้จักไว้ จะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ตรามาตรฐานสินค้าอินทรีย์ของประเทศผู้นำเข้าสินค้าอินทรีย์รายใหญ่
             
ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM หรือ IFOAM Accredited 
         สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) ได้จัดทำโครงการรับรองระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM (IFOAM Accreditation Program) ภายใต้กรอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM  ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกยอมรับเป็นเกณฑ์มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ขั้นต่ำ สินค้าอินทรีย์เพื่อการนำเข้า เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น
          
         นอกจากนี้ สหพันธ์ฯ ยังได้จัดตั้งหน่วนงานชื่อ International Organic Accreditation Service –  IOAS  เพื่อทำหน้าที่ให้บริการรับรองหน่วยงานผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกภายใต้กรอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM  ซึ่งหน่วยงานผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจาก IOAS จะมีคำว่า “IFOAM Accredited” เป็นตราสัญลักษณ์มาตรฐานที่แสดงไว้คู่กับตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานผู้ตรวจนั้นๆ  ตัวอย่างเช่น ตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM ของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท. (Organic Agriculture Certification Thailand – ACT) จะมีตรา IFOAM Accredited อยู่ใต้สัญลักษณ์ของ มกท. (ดูภาพประกอบด้านล่าง)
             
ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU)  
การแสดงตรามาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรปที่ถูกต้อง จะต้องมีเลขรหัสหน่วยงานที่ทำการตรวจรับรองของสหภาพยุโรป ซึ่งระบุประเทศของหน่วยงานผู้ตรวจรับรองกำกับไว้ พร้อมกับระบุประเทศแหล่งที่มาของสินค้าอินทรีย์นั้นๆ ไว้ใต้ตรามาตรฐานด้วย  (ดูตัวอย่าง ตรามาตรฐาน EU ของ มกท. ด้านขวามือ) สหภาพยุโรปยังไม่อนุญาตให้ใช้คำว่า 100% Organic หรือ อินทรีย์ 100% บนฉลากสินค้าด้วย  ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อื่นที่สหภาพยุโรปยอมรับ ได้แก่ ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แคนาดา (เฉพาะที่ผลิตในประเทศแคนาดา) และ ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา (เฉพาะที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา)
           
ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา (National Organic Program – NOP)
แผนงานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (NationalOrganic Program – NOP) ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) โดยระบบการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์นี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545  ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อื่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับ ได้แก่ ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แคนาดา (จากผู้ผลิตทั่วโลก) และระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (เฉพาะที่ผลิตในสหภาพยุโรป) โดยการแสดงตรามาตรฐานฯ ที่ยอมรับต้องแสดงคู่กับตรามาตรฐานฯ ของสหรัฐอเมริกาเสมอ
             
ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดา (Canada Organic Regime – COR) 
รัฐบาลแคนาดาเริ่มนำาระบบ Canada Organic Regime (COR) ออกบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ.2552 ตามระเบียบ Organic Products Regulations, 2009 โดยมี Canadian Food Inspection Agency (CFIA) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ  การใช้ตรามาตรฐานเกษตรอินทรีย์แคนาดาที่ถูกต้อง ต้องมีชื่อสินค้า รหัสหน่วยงานที่ทำการตรวจการรับรองที่ออกโดย IOAS  พร้อมกับระบุประเทศผู้ผลิต ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสกำกับไว้ใกล้ๆ ตรามาตรฐานฯ ให้เห็นได้ชัดเจน  ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อื่นที่ประเทศแคนาดายอมรับ ได้แก่ ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา (จากผู้ผลิตทั่วโลก) ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (เฉพาะที่ผลิตในสหภาพยุโรป) และระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น (เฉพาะที่ผลิตในญี่ปุ่น) เริ่ม 1 ม.ค. พ.ศ. 2558  โดยการแสดงตรามาตรฐานฯ ที่ยอมรับต้องแสดงคู่กับตรามาตรฐานฯ ของแคนาดาเสมอ
           
ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard – Organic JAS mark)
กำกับดูแลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ของญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries – MAFF)  ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อื่นที่ประเทศแคนาดายอมรับ ได้แก่ ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แคนาดา (เฉพาะที่ผลิตในแคนาดา) เริ่ม 1 ม.ค. พ.ศ. 2558  โดยการแสดงตรามาตรฐานฯ ที่ยอมรับต้องแสดงคู่กับตรามาตรฐานฯ ของญี่ปุ่นเสมอ
       

ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ไบโออะกิเสิร์ช (Bioagricert) 
บริษัท ไบโออะกริเสิร์ช (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นสาขาย่อยของ Bioagricert S.r.I. จากประเทศอิตาลี  ผู้ประกอบการต้องได้รับการตรวจรับรองจากบริษัทนี้เท่านั้นจึงจะใช้ตรารับรองนี้ได้
 
 
บทความ  การปลูกออร์แกนิค


     กระแสการบริโภคผักออร์แกนิคกลายเป็นอีกหนึ่งกระแสของคนห่วงใยสุขภาพ จึงทำให้หลายๆ คนหันมาออร์แกนิคทานเองที่บ้าน โดยเลือกผักที่ทานบ่อยและสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู

Jowa มีเคล็ดลับสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำสวนออร์แกนิค แต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญมาฝากทุกคน

แสงแดด : การจะทำสวนผักให้งอกงามสมใจ แสงแดดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เจ้าของแปลงปลูกจำเป็นต้องคำนึงถึง เพราะผักส่วนใหญ่ชื่นชอบแสงแดด อย่างน้อยก็ต้องมีแดดส่องในบริเวณแปลงปลูกผักประมาณวันละ 4- 8 ชั่วโมง

ขนาดพื้นที่สวน : สำหรับผู้เริ่มต้นแปลงปลูกผักควรมีพื้นที่ประมาณ 50 ตารางฟุต หรือบางคนใช้พื้นที่ 100 ตารางฟุต ซึ่งถือว่าเป็นสวนขนาดใหญ่ คำแนะนำคือคุณควรเริ่มต้นทำสวนผักออร์แกนิคของคุณในแบบไซส์เล็กก่อน เพราะคุณจะได้ดูแลผักของคุณได้อย่างทั่วถึง รวมถึงถ้าคุณใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ คุณอาจปลูกต้นไม้ขึ้นซ้อนกัน ซึ่งมันไม่ดีแน่

ดินที่ดี : ดินที่ดี การทำให้ดินเป็นดินมีคุณภาพจะช่วยเพิ่มผลผลิตของผักในสวน โดยจากหน้าดินลงไปประมาณ 2-4 นิ้ว ให้เราบำรุงดินโดยใช้ใบไม้ ฟางคลุมหน้าดินและรดน้ำ

ซื้อต้นไม้ : สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำสวนผักออร์แกนิคควรปลูกผักไม่กี่ชนิด และไม่ควรตุนพันธุ์ผักไว้เยอะๆ ปลูกเฉพาะที่ตัวเองชอบทานเท่านั้น

ปุ๋ย : ในปีๆ หนึ่ง คุณควรมีการปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ย ซึ่งคุณควรเติมแร่ธาตุให้ดินเพิ่มสเปกตรัมให้กับดิน โดยคุณอาจจะใส่เดือนละครั้งก็ได้

จุลินทรีย์ : ปุ๋ยอีกชนิดที่เราแนะนำคือการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ที่เกิดจากการหมักหัวเชื้อกับใบชา กากน้ำตาล เนื่องจากจุลินทรีย์มีความจำเป็นมากสำหรับการเพิ่มสารอาหารในดิน

บทความ  ข้อดีออร์แกนิค


ออร์แกนิค (Organic Food) กับประโยชน์ 
    ในปัจจุบันคนเรามีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีต่างๆมากกว่า 15,000 ชนิด ที่มาจากอาหาร น้ำดื่ม อากาศ และสิ่งแวดล้อม ด้วยพิษภัยของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้ร่างกายของเราสะสมสารพิษ และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งดูได้จากอัตราของการเกิดโรคและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อนที่ผ่านมา เพราะเด็กชาวอเมริกันทุกวันนี้จะเป็นโรคมะเร็ง หอบหืด และโรคออทิสติกกันมากขึ้น โดยอัตราส่วนของเด็กที่เป็นออทิสติกนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 : 2,000 คน เป็น 1 : 66 คน ด้วยเหตุผลนี้เอง อาหารออร์แกนิคจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคนรักสุขภาพ เพราะเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง
    อาหารออร์แกนิค หรือ อาหารออร์แกนิก (Organic Food) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อาหารเกษตรอินทรีย์”หรือ “อาหารอินทรีย์” คือ อาหารที่ผ่านการผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น (รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม) กระบวนการผลิตไม่มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ก่อนการปลูกจะต้องเตรียมหน้าดินก่อนด้วยวิธีธรรมชาติ ทุกขั้นตอนการผลิตจะไร้สารปนเปื้อนที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือมนุษย์ จะไม่ผ่านการฉายรังสี ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งลงไปในอาหาร ถ้าเป็นอาหารที่มาจากการทำปสุสัตว์ก็จะต้องไม่มีการใช้สารปฏิชีวภาพ ไม่ใช้สารเร่งฮอร์โมน และต้องเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารที่มีสุขอนามัย
   ในปัจจุบันสินค้าออร์แกนิค หรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค จะถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามสัดส่วนของส่วนผสมและวัตถุดิบที่เกิดจากการเพาะปลูกด้วยกระบวนการออร์แกนิค ตั้งแต่ 75-100% โดยการควบคุมและการตรวจสอบมาตรฐานของหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคมีราคาสูงกว่าทั่วไป เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูงและมีข้อจำกัดในด้านการควบคุมคุณภาพ


 

อาหารออร์แกนิค คืออะไร?
 
1.   ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนมากจากธรรมชาติ โดยอาหารอาหารออร์แกนิคจะไม่มีการใช้สารสังเคราะห์ใดๆ ในการเพาะเลี้ยงหรือการเพาะปลูกเลย ไม่ว่าจะเป็นผักหรือเนื้อสัตว์ก็จะถูกเลี้ยงและเจริญเติบโตมาด้วยอาหารจากธรรมชาติล้วนๆ ถ้าเป็นสัตว์ก็จะเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ไม่มีการขุนหรือให้อาหารสังเคราะห์ใดๆ เพื่อให้สัตว์โตเร็วแบบที่นิยมทำกันในอุตสาหกรรมใหญ่ ส่วนผักก็จะเป็นการปลูกบนดินแบบบ้านๆ ไม่ใส่วัตถุสังเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ใช้แต่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการเพาะปลูก ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่นำมาเพาะปลูกจะต้องไม่มีตัดต่อพันธุกรรม และต้องมีการเตรียมหน้าดินก่อนการเพาะปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ คือ จะต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างอาหารแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง 100% มีกลิ่นหอมตามแบบธรรมชาติ ทุกขั้นตอนในการปลูกและการแปรรูปจะต้องอยู่ในมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ส่วนประกอบทุกอย่างจึงสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษตกค้างหรือสารก่อมะเร็ง

2.   อาหารอาหารออร์แกนิคจะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นอาหารออร์แกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้นหมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี สารกระตุ้น หรือสารเร่งการเจริญเติบโตกับสัตว์ แต่ก็มีบางเจ้าในที่ใช้สารเคมีเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งอาจจะเรียกว่า “95%ออร์แกนิค” หรือกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป แต่ถ้าต่ำกว่า 70% จะไม่ถือว่าเป็นอาหารออร์แกนิคครับ ส่วนผักไฮโดรโปนิกส์และผักปลอดสารพิษก็ไม่ถือว่าเป็นออร์แกนิคครับ เพราะผักปลอดสารพิษ คือ ผักที่ไม่ได้ปลอดการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในระหว่างการเพาะปลูก แต่เป็นผักที่ปลอดสารพิษในช่วงตอนเก็บเกี่ยว ส่วนผักไฮโดรโปนิกส์ คือ ผักไร้ดิน ผักประเภทนี้ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งสารเคมีอยู่ เพราะผักไร้ดินจะไม่มีดินที่เป็นตัวสะสมธาตุอาหาร แต่จะเปลี่ยนจากดินเป็นน้ำให้เป็นตัวสะสมธาตุอาหารแทน

3.   ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการผลิต เพราะอาหารออร์แกนิคนั้น นอกจากจะมุ้งเน้นให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีแล้ว จุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการช่วยลดมลพิษให้กับธรรมชาติ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ นั้นจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน ในน้ำ และในอากาศ ซึ่งกว่าจะย่อยสลายไปได้บางทีก็อาจใช้ระยะเวลาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งวิธีการปลูกแบบธรรมชาตินี้เองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไป เพราะนอกจากจะได้รับประทานอาหารที่ปลอดสารพิษแล้ว ยังช่วยลดมลพิษต่างๆ ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อาหารออร์แกนิคก็มิใช่อาหารที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเจือปนหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ หากแต่มีสารเจือปนที่เป็นธรรมชาติ อย่างแบคทีเรียที่ไม่ใช่สารแปลกปลอมที่เกิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ แต่เป็นสิ่งแปลกปลอมทางธรรมชาติที่จะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายทำงานได้ตามปกติ สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย รวมไปถึงแบคทีเรียบางประเภทที่ช่วยทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายเป็นไปอย่างสมดุล

ประโยชน์ของอาหารออร์แกนิค  
1.    การรับประทานอาหารออร์แกนิค นอกจากจะช่วยต้านโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังทำทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีในปริมาณที่สูงกว่าอาหารทั่วไป เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการยังคงความสมบูรณ์ และมีความสดได้นานกว่าอาหารทั่วไป

2.    หากรับประทานอาหารอาหารออร์แกนิคตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคทั้งหลาย เช่น หอบหืด ออทิสติก ภูมิต้านทานบกพร่อง โรคมะเร็ง ที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยก็จะลดลงและยังช่วยทำให้คุณแม่มีสุขภาพที่แรงอีกด้วย

3.  อาหารออร์แกนิคจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารทั่วไป โดยพืชผักที่ปลูกโดยวิธีออร์แกนิคจะมีวิตามินซีสูงกว่าพืชที่ปลูกทั่วไปถึง 27% มีธาตุเหล็กมากกว่า 21%และมีแมงกานีสมากถึง 29% เลยทีเดียว (ผลการวิจัยโดย The Soil Association ประเทศอังกฤษ) นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์และเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างอาหารออร์แกนิคกับอาหารในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป (ทดสอบโดยการเลือกใช้ แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, มันฝรั่ง, ข้าวโพด, ข้าวสาลี) และพบว่าปริมาณของแร่ธาตุในอาหารออร์แกนิคจะมีมากกว่าอาหารทั่วไปดังนี้ มีแคลเซียมมากกว่า 63%, ธาตุเหล็กมากกว่า 73%,ฟอสฟอรัสมากกว่า 91%, โพแทสเซียมมากกว่า 125%,แมกนีเซียมมากกว่า 118%, โมลิบดีนัมมากกว่า 178%,สังกะสีมากกว่า 60%, โครเมียมมากกว่า 78%และยังพบว่าสารปรอทซึ่งเป็นสารพิษที่พบได้ในอาหารทั่วไปจะมีปริมาณที่ค่อนข้างสูง แต่กลับพบในอาหารออร์แกนิคน้อยกว่าอาหารทั่วไปถึง 29% ส่วนงานวิจัยของสมิธ-สแปงเกลอร์ และคณะผู้วิจัย ได้ทบทวนผลการศึกษากว่า 230 ฉบับ ซึ่งเปรียบเทียบสุขภาพของคนที่รับประทานอาหารแอแกนิคกับคนที่รับประทานอาหารทั่วไป ซึ่งทีมนักวิจัยได้พบว่าปริมาณของวิตามินในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคแทบไม่มีความแตกต่างกัน ยกเว้นฟอสฟอรัสที่อาหารออร์แกนิคจะมีปริมาณมากกว่าเพียงน้อย ส่วนสารอาหารในกลุ่มโปรตีนและไขมันในนม พบว่า ไม่ว่าจะเป็นนมออร์แกนิคหรือนมทั่วไปก็มีปริมาณของโปรตีนและไขมันไม่ต่างกัน แต่ในบางการศึกษาก็ระบุว่าในนมออร์แกนิคจะมีกรดไขมันโอเมก้า3 มากกว่า แต่เนื่องอยากยังมีหลักฐานการศึกษาที่น้อยมาก จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน

4.    อาหารออร์แกนิคจำพวกผักและผลไม้ จะมีความเสี่ยงจากยาฆ่าแมลงต่ำกว่าร้อย 30 เมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักและผลไม้ทั่วไป ในขณะที่หมูและไก่อินทรีย์นั้นจะมีสารต้านแบคทีเรียน้อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป 33%แต่อย่างไรก็ตามเราก็อย่าลืมว่าปริมาณของสารที่ตกค้างซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในสินค้าบางชนิดนั้นยังมีค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นก่อนจะนำผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์มารับประทาน ควรจะล้างให้สะอาดเสียก่อน ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารออร์แกนิคหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคนั่นเอง

5.    อาหารออร์แกนิคผลิตมาจากกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรา หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมี

6.    อาหารออร์แกนิคมีรสชาติที่ดีกว่า มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไปที่มีการใช้สารต่างๆ หรือแม้แต่ในด้านการแปรรูป อาหารออร์แกนิคก็จะผ่านการแปรรูปน้อยกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

7.    สัตว์ที่เลี้ยงในระบบเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งการเจริญเติบโต แม้กระทั่งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงก็จะต้องเป็นอาหารสัตว์ออร์แกนิค ที่ผลิตจากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่ง เช่น สีผสมอาหาร สารกัดบูด จึงทำให้ผลผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ เนื้อสัตว์ จะไม่มีสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

8.    ในการผลิตอาหารออร์แกนิคแปรรูป จะมีข้อกำหนดห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารให้สี สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและรส รวมไปถึงกรรมวิธีการแปรรูปก็ต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย ห้ามใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การฟอกสีให้ขาว การหมักโดยใช้สารเร่ง เป็นต้น

9.    เกษตรกรผู้ปลูกจะมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมี เพราะในระบบเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายใดๆ เลย

10.  ในระบบเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์ ทั้งปศุสัตว์ สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก จะให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและสวัสดิการของสัตว์ ให้ความธรรมชาติแก่สัตว์เลี้ยง ไม่กักขังสัตว์ให้อยู่กันอย่างแออัด ไม่กุดอวัยวะหรือทำการทรมานสัตว์ ไม่เร่งการเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีใดๆ และดูแลสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์โดยพิจารณาจากธรรมชาติของสัตว์ จึงทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอนามัยที่ดี เจริญเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ และมีความเป็นอยู่ที่สมควรแก่อัตภาพ

11.  หลักการสำคัญอย่างหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องของดิน น้ำ และอากาศ เกษตรกรต้องจะทำให้ทรัพยากรดินและน้ำได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู

12.  ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีต่างๆ จึงทำให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์มีพืชและสัตว์ต่างๆ อยู่หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณพื้นบ้านต่างๆ ที่สามารถนำใช้เป็นอาหารหรือยาได้ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ ทั้งที่อยู่ใต้ดินและอยู่บนดินหรือตามต้นไม้ต่างๆ เช่น นก ปลา แมลง ไส้เดือน เป็นต้น แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจเป็นศัตรูพืช แต่ก็มีสัตว์ที่คอยควบคุมแมลงศัตรูพืชเหล่านี้อยู่เช่นกัน เช่น กบ กิ้งก่า แมงมุม เป็นต้น ด้วยความหลากหลายนี้เองจึงทำให้ฟาร์มออร์แกนิคมีเสถียรภาพจากการรบกวนของโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะธรรมชาติจะควบคุมกันเอง

13.  การผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมีต่างๆ ทางการเกษตรจะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อน แต่ระบบเกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการใช้สารเหล่านี้ จึงทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง อีกทั้งระบบเกษตรอินทรีย์ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังช่วยตรึงและเก็บกักคาร์บอนในรูปของอินทรียวัตถุบนดินและใต้ดิน รวมทั้งในชีวมวลต่างๆ ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกลดลง

14.   ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรในด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการซื้อสารเคมีหรือยากำจัดแมลงศัตรูพืช และช่วยลดปริมารการนำเข้าของสารเคมีจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

15.   เกษตรกรที่ผลิตอาหารออร์แกนิคจะได้รับการประกันราคาผลผลิต ได้ราคาที่ยุติธรรม ทำให้เกษตรมีรายได้มากขึ้น จึงช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเกษตรทั่วไปที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำ ทำให้ขาดทุนและเป็นหนี้สิน สำหรับผู้บริโภคก็จะได้รับประทานอาหารออร์แกนิคที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพ และราคายุติธรรม